ดาวโจนส์ปิดบวก 68.24 จุด นักลงทุนคลายกังวลความขัดแย้งการค้าสหรัฐ-จีน

ดาวโจนส์ปิดบวก 68.24 จุด นักลงทุนคลายกังวลความขัดแย้งการค้าสหรัฐ-จีน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 61)–ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กทำสถิติปิดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 8 เมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐและจีนกำลังร่วมมือกันเพื่อเปิดทางให้บริษัท ZTE ของจีนสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง หลังจากที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,899.41 จุด เพิ่มขึ้น 68.24 จุด หรือ +0.27% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,730.13 จุด เพิ่มขึ้น 2.41 จุด หรือ +0.09% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,411.32 จุด เพิ่มขึ้น 8.43 จุด หรือ +0.11%
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากปธน.ทรัมป์ได้ทวีตข้อความเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐและจีนกำลังร่วมมือกันเพื่อเปิดทางให้บริษัท ZTE ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการสื่อสารของจีน สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง ซึ่งการทวีตข้อความดังกล่าวของปธน.ทรัมป์มีขึ้น ก่อนที่สหรัฐและจีนจะเจรจาการค้ารอบที่ 2 ในสัปดาห์นี้ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศห้ามไม่ให้บริษัทของสหรัฐขายสินค้าให้กับ ZTE เป็นเวลา 7 ปี อันเนื่องมาจาก ZTE ได้ขายสินค้าให้กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร โดยการออกมาตรการดังกล่าวของสหรัฐส่งผลให้ตลาดการเงินวิตกกังวลว่าจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อ ZTE เนื่องจากบริษัทสหรัฐได้จัดหาชิ้นส่วนต่างๆซึ่งใช้ในการผลิตอุปกรณ์ของ ZTE ในสัดส่วนราว 20-30% ของอุปกรณ์ทั้งหมดของ ZTE ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน และชิ้นส่วนที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคม
หุ้นบริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์ให้กับ ZTE ดีดตัวขึ้น โดยหุ้นอคาเซีย คอมมูนิเคชันส์ พุ่งขึ้น 8.7% หุ้นโอคลาโร พุ่งขึ้น 2.9%
หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ดีดตัวขึ้น 0.9% หุ้นมาราธอน ออยล์ พุ่งขึ้น 2.2% หุ้นเชฟรอน ปรับตัวขึ้น 0.4% และหุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ปรับตัวขึ้น 0.4%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นไมโครซอฟท์ เพิ่มขึ้น 0.3% หุ้นอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ขยับขึ้น 0.3% หุ้นอินเทล เพิ่มขึ้น 0.4% และหุ้นเน็ตฟลิกซ์ ปรับตัวขึ้น 0.6%
หุ้นเซียร์ส โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 6% หลังจากบริษัทประกาศตัดขายธุรกิจบางส่วน ซึ่งรวมถึงแบรนด์เคนมอร์ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเซียร์สประกาศจับมือกับอเมซอน เพื่อให้บริการติดตั้งยางรถยนต์ให้กับลูกค้า โดยเซียร์สเปิดเผยว่า บริษัทจะให้บริการติดตั้งยางรถยนต์อย่างครบวงจรสำหรับยางทุกแบรนด์ที่มีขายบนอเมซอน ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดายฮาร์ดของเซียร์ส
หุ้นกลุ่มกาสิโนพุ่งขึ้น หลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยอนุญาตให้มลรัฐต่างๆสามารถให้การรับรองการพนันกีฬาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยหุ้นเพนน์ เนชันแนล พุ่งขึ้น 4.7% ส่วนหุ้นซีซาร์ส เอนเตอร์เทนเมนท์ และหุ้นเมดิสัน สแควร์ การ์เดน พุ่งขึ้น 5.5% และ 2.6% ตามลำดับ
หุ้นซีร็อกซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องถ่ายเอกสารและพรินเตอร์ของสหรัฐ ร่วงลง 4.3% หลังจากซีร็อกซ์ประกาศยุติแผนการขายธุรกิจให้กับฟูจิฟิล์ม โฮลดิ้งส์ คอร์ป ภายหลังจากที่ซีร็อกซ์ได้ทำข้อตกลงกับสองผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือนายคาร์ล ไอคาห์น และนายดาร์วิน เดสัน นอกจากนี้ หุ้นซีร็อกซ์ยังได้รับแรงกดดันหลังจากเจพีมอร์แกน ได้ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นซีร็อกซ์ ลงสู่ระดับ “neutral”
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ค.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนมี.ค., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ค.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนเม.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรม-การใช้กำลังการผลิตเดือนเม.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีการผลิตเดือนพ.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตานายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเสาร์นี้ เพื่อหารือประเด็นข้อพิพาททางการค้าระดับทวิภาคี โดยนายหลิวจะพบปะกับเจ้าหน้าที่สหรัฐหลายราย ซึ่งรวมถึงนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนคว้าน้ำเหลวในการเจรจาที่กรุงปักกิ่งในช่วงต้นเดือนนี้ โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อคลี่คลายความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องภาษีนำเข้า
 

 

 

ที่มา – อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th

Share this post